สมัครสมาชิก |เข้าระบบ

ไทยเว็บปาร์ตี้เว็บบอร์ดบอร์ดไร้สังกัด › กระทู้ของฉัน

716

เข้าชม

0

ตอบกลับ
กลับไปที่

ผู้ดูแลบอร์ด

Love first and live incidental

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

สมัครสมาชิกเมื่อ
2008-6-20 
เข้าระบบล่าสุด
2010-7-27 
จิตพิศัย
6889  
เงินสด
51713  
โพสต์แล้ว
1999 
UID

ผู้จัดการบอร์ด นักโพสน์ดีเด่น รักงานเขียน คอเกมส์ คนรักเสียงเพลง คอบอล น้ำใจงาม รักดนตรี

go

นักเรียนไทย ทนทุกข์สมองบวม

แก้ไขล่าสุด raksanok เมื่อ 2009-6-13 17:54

แวดวงการศึกษาในประเทศไทยยุคนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “นักเรียน” นั้นประเด็นคุณภาพกำลังเป็นที่วิพากษ์กันมาก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเด็กนักเรียนตกเป็นเป้าจับจ้อง
มองว่ามีปัญหา ในอีกด้านหนึ่งปัญหาที่เกิดกับเด็กนักเรียนอันเนื่องมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ “ผู้ปกครอง”
เป็นสาเหตุ ยังไม่มีการใส่ใจจริงจังนัก...

นักเรียนไทยไม่น้อย...มีปัญหา “เบื่อ-เครียด-ทุกข์”

ตกอยู่ในภาวะที่นักวิชาการเรียกว่า “โรคสมองบวม”

“ดู ๆ แล้วเด็กนักเรียนไทยยังเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอด” ...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการระบุของ รศ.ดร.สมพงษ์
จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ซึ่งเปรียบเทียบ และเรียกขานคำว่า “โรคสมองบวม” ในเด็กนักเรียนไทย   

ทั้งนี้ ติว เรียนพิเศษ กวดวิชา เป็นปรากฏการณ์ปกติของเด็กนักเรียนไทยยุคนี้ไปแล้ว จะเห็นได้จากการเกิด
ธุรกิจการศึกษาในลักษณะนี้ผุดขึ้นมากมายทุกมุมเมือง ซึ่งก็มีนักวิชาการชี้ว่านี่เป็นเรื่องของ “ค่านิยม”

เป็นค่านิยมที่ทำให้เด็กไทย “ต้องแข่งขันทางการศึกษา” ตั้งแต่เด็กตั้งแต่เล็ก เพื่อที่ผลการเรียนจะได้ดี
จะได้เข้าเรียนต่อในสถานศึกษา   ดี ๆ มีชื่อเสียง และก็เชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสได้ทำงานดี ๆ ในอนาคต

ถามว่า... นี่เป็นค่านิยมใคร ? นี่เป็นความเชื่อของใคร ? คำตอบก็พุ่งเป้าสู่ “ผู้ปกครอง” ซึ่งแม้การคาดหวังต่อบุตรหลานในลักษณะนี้จะมิใช่เรื่องผิด แต่หากเป็นการคาดหวังที่สูงมากเกินไปจนเกิดเป็นการ “กดดันบุตรหลาน”
โดยไม่รู้ว่าเด็กยินยอมพร้อมใจอย่างมีความสุขหรือไม่ ? หรือรู้สึกว่าต้องจำใจเรียนเพราะถูกบังคับจาก
ค่านิยมของผู้ปกครอง เด็กก็ต้องแบกความเชื่อมั่นของผู้ปกครองเอาไว้บนบ่าอย่างสุดหนักอึ้ง !!

ทำให้ตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “โรคสมองบวม”

“เบื่อ-เครียด-ทุกข์” เพราะค่านิยมผู้ปกครอง ?!?  

กับเรื่องนี้ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ขยายความและแจกแจงผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ปัจจุบันนี้
มีเด็กนักเรียนไทย ยกเว้นอนุบาล และประถมศึกษา เป็นโรคไม่ชอบไปโรงเรียน เป็นโรคเบื่อโรงเรียนจำนวน
ไม่น้อย เพราะมีทัศนคติต่อการเรียนที่ไม่ดี ขณะที่ปรากฏการณ์การกวดวิชาอาจทำให้คุณค่าการเรียน
ในห้องเรียนลดลง “เด็กไปโรงเรียนด้วยความรู้สึกแบบงั้น ๆ ไปโรงเรียนเพียงเพื่อให้จบไปวัน ๆ เท่านั้นเอง”
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กฯ บอกอีกว่า... “ปรากฏการณ์โรงเรียนเด็กในเมือง มีความรุนแรง
มีสภาพสังคมน่าเบื่อมาก น่าเป็นห่วงจริง ๆ ทั้งที่โรงเรียนควรเป็นสถานที่เปิด มีความสนุกสนาน
เด็กไปโรงเรียน แล้วได้ไปหาสังคม ไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นสถานที่ที่น่าเบื่อหน่าย”

และเมื่อโฟกัสที่การเรียนตามหลักสูตร รศ.ดร.สมพงษ์ ก็บอกว่า... เนื้อหาหลักสูตรของการเรียนทุกวันนี้
โดยรวม ๆ มี 8 กลุ่ม 8 สาระวิชา, 20 วิชาเรียน, 67 มาตรฐาน นักเรียนจะเรียนวันละ 6-7 คาบ
ใช้เวลาเรียนคาบละ 35 นาที และเรียนสัปดาห์ละ 35 คาบ แถมยังต้องเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียน
หรือเรียนในวันหยุดอีกด้วย “เรียกว่าเรียนกันเต็มเหยียด เรียกว่าเรียนจนสมองบวม”

นอกจากนี้ เนื้อหาที่สอนก็เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะระดับ     “มัธยมศึกษา” มีการเรียน-การเร่งเนื้อหากัน
จนเกินระดับสมองของเด็ก     “เน้นเรียนก่อนรู้ก่อนเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ จนกลายเป็นค่านิยม”

“โรคสมองบวมที่ว่านี้ ทำให้เด็กนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษา ชั้น ม.1-ม.2 ต้องออกจากระบบไปกลางคัน
ถึงประมาณ 400,000 คนแล้ว” ...รศ.ดร.สมพงษ์ระบุ

พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า... เรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในประเทศต่าง ๆ นั้น  ประเทศมาเลเซีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศญี่ปุ่น จัดเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีการปฏิรูปการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก
ส่วนประเทศไทยที่พูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษามานานแล้ว แต่ยังติดกลุ่มประเทศที่ปฏิรูปได้แย่อยู่

ทั้งนี้ เด็กนักเรียนไทยเป็นผู้ถูกกระทำมาตลอด เรื่อง “สมองบวม” นั้นมีผลการทดสอบไอคิวเด็กออกมา
โดยบางคนก่อนเรียนไอคิว 110 แต่พอเรียน ๆ ไปแล้วกลับเหลือ 97-100 จนกลายเป็น “ยิ่งเรียนยิ่งโง่”

“การเรียนเพื่อการแข่งขันของเด็กไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับอนุบาลฯ เพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนดี ๆ ได้
ซึ่งโหดร้ายต่อเด็กมาก เด็กบางคนกวดวิชากันเป็นปี ๆ เด็กจึงสมองบวมเกินวัย เพราะทั้งใส่-ทั้ง
อัดเนื้อหาวิชากันเกินวัย ทำให้การเรียนไม่สนุกสำหรับเด็ก

โรงเรียนกวดวิชาที่ทะลักออกมาทั่วประเทศ นี่ก็เป็นอีกดัชนี  ที่ชี้ว่าการปฏิรูปการศึกษาของเรายังผิดทิศผิดทาง
เกิดจากค่านิยมที่ผิดเพี้ยนของพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งปัญหานี้เป็นสิทธิเด็กอย่างหนึ่ง ที่เด็ก  ต้องได้รับการ
คุ้มครองไม่ให้เกิดปัญหา” ...ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กฯ ระบุ

อาจไม่ใช่เด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่...ที่ต้องเผชิญปัญหานี้

แต่ต่อให้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น...ก็เป็นเรื่องที่ต้องสนใจ

ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องใส่ใจ

ว่าเป็น “พ่อแม่รังแกลูกด้วยการเรียน” หรือเปล่า ???.
  

  


ขอบคุณ : เดลินิวส์ออนไล
LOVE  ME  LOVE  MAN  U

TOP

ไทยเว็บปาร์ตี้ |ติดต่อกลับ

GMT+7, 2012-5-21 23:39, Processed in 0.026969 second(s), 7 queries, Xcache On.

Powered by Discuz! X1

© 2001-2010 Comsenz Inc.