สมัครสมาชิก |เข้าระบบ

ไทยเว็บปาร์ตี้เว็บบอร์ดบอร์ดไร้สังกัด › กระทู้ของฉัน

711

เข้าชม

3

ตอบกลับ
กลับไปที่

ผู้ดูแลบอร์ด

Love first and live incidental

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

สมัครสมาชิกเมื่อ
2008-6-20 
เข้าระบบล่าสุด
2010-7-27 
จิตพิศัย
6889  
เงินสด
51713  
โพสต์แล้ว
1999 
UID

ผู้จัดการบอร์ด นักโพสน์ดีเด่น รักงานเขียน คอเกมส์ คนรักเสียงเพลง คอบอล น้ำใจงาม รักดนตรี

go

ยาสามัญ...ประจำบ้าน

แม่ : คนสามัญประจำบ้าน

แม่ : เป็นดังนางฟ้าที่ใจดี

แม่ : เป็นเหมือนเทพีประจำบ้าน

แม่ : เป็นหนึ่งนักเล่านิทาน

แม่ : เป็นเหมือนธนาคารของเรา

แม่ : เป็นมิตรแท้จริงยิ่งมิตร...อุทิศรักแท้จนแก่เฒ่า

แม่ : เป็นอกอุ่นแอบแนบเนา..เป็นร่มเงาแห่งรัก

แม่ :  เป็นหมอยิ่งหมอทั่วไป...เจ็บไข้ผ่อนเพลาเบาหนัก

มิเว้นโมงยามถามทัก..เป็นตักแนบสนิทนิทรา

บ้านไหนไม่มีแม่อยู่..บ้านนั้นหดหู่โหยหา

อาหารหวานคาวข้าวปลา...สิ้นไร้ลีลาปรุงรส

ที่นั่น ที่นี่ ที่ไหน..มีแม่อยู่ใกล้ไม่อด

อดีต ปัจจุบัน อนาคต...แม่ทุ่มเทหมดทั้งใจ

แม่ : เป็นคนสามัญประจำบ้าน..เลี้ยงลูก..เลี้ยงหลานจนเติบใหญ่

แม่เรา... แม่เขา.... แม่ใคร

ยิ่งใหญ่เกิน...บรรยาย
LOVE  ME  LOVE  MAN  U

TOP

ผู้จัดการบอร์ด

แค่เชื่อมั่น ... ...

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

สมัครสมาชิกเมื่อ
2008-6-14 
เข้าระบบล่าสุด
2011-5-10 
จิตพิศัย
2973  
เงินสด
7393  
โพสต์แล้ว
882 
UID

ผู้จัดการบอร์ด นักโพสน์ดีเด่น ชาวกราฟฟิก ผู้ดูแลบอร์ด คอหนัง คนรักเสียงเพลง

Nu-Losoman แอดมิน@ซำบายดีไชน์
เมื่อคิดจะทำอะไร  หากคิดมากไป แล้วเมื่อไร จะได้ลงมือทำ

TOP

Rank: 2

สมัครสมาชิกเมื่อ
2008-7-8 
เข้าระบบล่าสุด
2009-4-4 
จิตพิศัย
111  
เงินสด
476  
โพสต์แล้ว
59 
UID
71 

*********สติ*********

สติ...ธรรมที่เป็นความระลึกได้

หรือเป็นเหตุให้สัตว์ระลึกได้

ชื่อว่า...สติ...

สติ...เป็นธรรมที่เกิดในจิต

สติย่อมมีเมื่อมีจิตก็จริง

แต่ในเวลาใดมีจิต

เวลานั้นจะมีสติเกิดขึ้นด้วยแน่นอน หามิได้

จิตมีอยู่เป็นประจำแก่สัตว์ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่

แต่สติหาได้มีอยู่เป็นประจำตลอดเวลาเช่นนั้นไม่

ในเวลาที่บุคคลระลึกได้

ในเวลานั้นกล่าวได้ว่ามีสติเกิดขึ้น

ในเวลาใดระลึกไม่ได้ ทั้งๆที่มีจิต

ในเวลานั้นกล่าวได้ว่าไม่มีสติเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า

บุคคลย่อมระลึกได้ด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยจิต
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


คำว่า "หลงลืมไป" คือหลงลืมสติไป

ความว่า ระลึกไม่ได้ เพราะไม่มีสติเกิดขึ้น

(สติวรรค)
----------------------------------
http://www.oknation.net/blog/pierra
_________________________________________

[ แก้ไขล่าสุด niceguy เมื่อ 7-8-2008 14:11 ]

TOP

Rank: 2

สมัครสมาชิกเมื่อ
2008-7-8 
เข้าระบบล่าสุด
2009-4-4 
จิตพิศัย
111  
เงินสด
476  
โพสต์แล้ว
59 
UID
71 

*****สติ...มีความไม่เลอะเลือน เป็นลักษณะ*****

.....สติ.....

สติ...มีความไม่เลอะเลือนเป็นลักษณะ...

สติ...ชื่อว่า มีความไม่เลอะเลือนเป็นลักษณะ เพราะมีสภาวะไม่เลอะเลือน คือ มีสภาวะหยั่งลงจับเอาอารมณ์ตามที่ได้เห็นแล้ว ตามที่ได้ถือไว้แล้ว

สติ...เมื่อเกิดขึ้นย่อมไม่เลอะเลือนซึ่งธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล

สติ...เมื่อเกิดขึ้นย่อมไม่เลอะเลือนอย่างนี้ว่า "นี้กุศล ควรเสพ, นี้อกุศล ไม่ควรเสพ, นี้มีโทษ คือเป็นอกุศล ไม่ควรเสพ, นี้ไม่มีโทษ คือเป็นกุศล ควรเสพ, นี้เลว คือเป็นอกุศล ไม่ควรเสพ, นี้ประณีต คือเป็นกุศล ควรเสพ, นี้ดำ คือเป็นอกุศล ไม่ควรเสพ, นี้ขาว คือเป็นกุศล ควรเสพ, นี้เหมาะสม คือเป็นกุศล ควรเสพ, นี้ไม่เหมาะสม คือเป็นอกุศล ไม่ควรเสพ." ดังนี้

สติ...ย่อมไม่เลอะเลือนธรรมทั้งหลายว่า นี้คือ สติปัฏฐาน ๔

สติ...ย่อมไม่เลอะเลือนธรรมทั้งหลายอย่างนี้ว่า "นี้คือ สติปัฏฐาน ๔ เป็นกุศลที่ควรเสพ" ดังนี้

ในบรรดาขันธ์ ๓ คือสีลขันธ์ (กองศีล) สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ) และปัญญาขันธ์ (กองปัญญา).

สมถะ มีอันสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๒ คือ ศีลขันธ์ และสมาธิขันธ์.

วิปัสสนา มีอันสงเคราะห์ได้ขันธ์เดียว คือ ปัญญาขันธ์.

คำว่า วิชชา ได้แก่ ผลญาณ (ญาณที่ประกอบร่วมกันกับพระอริยผล)

คำว่า วิมุตติ ได้แก่ พระนิพพาน โดยเป็นนิสสรณวิมุตติ (ธรรมที่หลุดพ้น คือที่สลัดออกแห่งสังขารทั้งปวง)

อีกนัยหนึ่ง คำว่า วิชชา ได้แก่ สัมมาญาณ(ญาณที่รู้ชอบ) โดยความเป็นญาณที่ละมิจฉาญาณ(โมหะที่รู้ผิด).

คำว่า วิมุตติ ได้แก่ สัมมาวิมุตติ(ความหลุดพ้นชอบ) โดยความเป็นวิมุตติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมิจฉาวิมุตติ(ความหลุดพ้นโดยไม่ชอบ คือไม่ด้วยดี)

เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันท่านกล่าว สัมมัตตธรรม(ธรรมซึ่งมีสภาวะอันชอบ คือถูกต้อง) ๑๐ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ แล้วด้วยคำว่า "พระอริยมีองค์ ๘" ด้วยคำว่า "วิชชา" และด้วยคำว่า "วิมุตติ" นี้.

สติ...เมื่อเกิดขึ้นย่อมรับรู้คติแห่งธรรมทั้งหลาย ที่เกื้อกูล และไม่เกื้อกูล

สติ...เมื่อเกิดขึ้น ย่อมรับรู้คติ คือความเป็นไปแห่งธรรมทั้งหลายว่า "นี้เกื้อกูล คือเป็นกุศล ควรถือเอา, นี้ไม่เกื้อกูล คือเป็นอกุศล ไม่ควรถือเอา ควรขจัดไป, นี้มีอุปการะ คือเป็นกุศล ควรถือเอา, นี้ไม่มีอุปการะ คือเป็นอกุศล ไม่ควรถือเอา ควรขจัดไป.



--------------------------------------------------------------------------------
http://www.oknation.net/blog/boy-girl
-------------------------------------------------------

TOP

ไทยเว็บปาร์ตี้ |ติดต่อกลับ

GMT+7, 2012-5-21 23:33, Processed in 0.029144 second(s), 7 queries, Xcache On.

Powered by Discuz! X1

© 2001-2010 Comsenz Inc.